Navy Seal ที่มาของชื่อblog
posted on 22 Apr 2009 00:18 by gumpanat2535 in militaryNavy Seal
เมื่อปี ค.ศ.1943(พ.ศ. 2486)นาวิกโยธินสหรัฐ ได้ยกพลขึ้นบกที่สมรภูมิ "Tarawa" โดยไม่มีการสำรวจหาดมาก่อน เรือยกพลขึ้นบกได้ลำเลียงทหารนาวิกโยธินมาจอดห่างฝั่งไปประมาณ 1,000 หลาเมื่อนาวิกโยธิน สหรัฐ ยก พลขึ้นบกจึงถูกสังหารหมู่อย่างน่าสลดใจนับเป็นบทเรียนที่ มีความสำคัญอย่างยิ่งกองทัพเรือสหรัฐ จึงได้เริ่มต้น โครงการฝึกนักดำน้ำทางยุทธการขึ้นซึ่งเป็นที่มาของ นักทำลาย ใต้นำ้และต่อมาได้มีการพัฒนขีดความสามารถ เป็นนักทำ ลายใต้น้ำจู่โจมตามลำดับ(Combatwimmer Underwater Demolition Team , UDT/SEAL ) ในช่วงประมาณตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางฝ่ายสหรัฐ ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังในการใช้นักทำลายใต้น้ำ แต่ฝ่ายสหรัฐ ก็ได้ปูพื้นฐานควบคู่กันไปทั้งการคัดเลือก การฝึกและการส่งเข้าพื้นที่ปฏิบัติการ ภารกิจของนักทำลายใต้น้ำสหรัฐ ค่อนข้างจะแตกต่างจากนักทำลายใต้นำ้อังกฤษและอิตาลี นั่นคือ แทนที่จะใช้ในการโจมตีเรือหรือใช้ในภารกิจเชิงรุก นักทำลายใต้น้ำสหรัฐ กลับได้รับมอบภารกิจหลักในการสนับสนุนการยกพลขั้นบก ปัญหาของฝ่ายสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1943 คือจะทำอย่างไรให้กำ ลังรบยกพลขึ้นบกสามารถขึ้นหาดได้อย่างปลอดภัย ซึ่ง เป็นที่มาของความต้องการข้อมูลเกี่ยวกับหาดก่อนการ วาง แผนการยุทธสะเิทินน้ำสะเทินบกถึงแม้จะเป็นเวลา มาก กว่า 50 ปี ล่วงมาแล้ว
แต่
โปรแกรมการฝึกนักทำลายใต้น้ำจู่โจมในทุกวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกับการฝึก
มนุษย์กบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มากนัก โดยยังคงมีการฝึกวิ่ง
ฝึกร่างกายและฝึกว่ายน้ำอย่างหนัก ฝึกใช้วัตถุระเบิด
ฝึกใช้อาวุธและฝึกการต่อสู้โดยไม่ใช้ อาวุธ
อาสาสมัครที่เข้ามารับการฝึกนั้น
จะมีชีวิตประจำวันและมีหน้าที่แตกต่างจากที่เคยได้รับการฝึกมาก่อน
ครูฝึกจะดำเนิน การฝึกและควบคุมการฝึก ฝึกแล้วฝึกอีก
จากแห้งจนเปียกและเปียกจนแห้ง
นักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจมนั้น
จะได้รับการฝึกว่ายน้ำระยะไกล เขียนแผนที่สำรวจหาด ฝึกวัตถุระเบิดและการ
ทำลายสิ่งกีดขวางหน้าหาดโดยไม่ใช้ตีนกบ ชุดดำน้ำ Wet Suit
และไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ นักเรียนจะได้รับเพียงแผ่น สเลต
ดินสอและลูกดิ่งสำหรับวัดความลึกเท่านั้นเอง
ในช่วงประมาณตอน
ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2ต้นปี ค.ศ.1943กองทัพบกสหรัฐ
ฯได้เริ่มทดลองเกี่ยวกับเทคนิคในการ ระเบิดทำลายสิ่งกีดขวางโลหะ
และคอนกรีตในลักษณะเดียวกับที่ฝ่ายญี่ปุ่นและฝ่ายเยอรมันใช้เป็นสิ่งกีดขวาง
หน้าหาด
การทดลองดังกล่าวได้ดำเนินไปพร้อมกับการฝึกหลักสูตรนักเรียนนักทำลายใต้น้ำ
จู่โจมที่ Ft.Pierce ถึงแม้ว่าโปรแกรมดัง กล่าวจะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
แต่ก็มีพื้นที่การฝึกอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน กองทัพเรือสหรัฐ ฯ
จึงได้ทำความตกลงกับกองทัพบก สหรัฐ ฯ ว่า นั่นเป็นงานของกองทัพเรือ
หลังจากนั้นเป็นต้นมาการทำลายสิ่งกีดขวางหน้าหาดก็ได้ถูกจัดให้เป็นภารกิจ
กองทัพเรือ
ต้นปี ค.ศ.1943 กองทัพบกสหรัฐ ฯ
ได้เริ่มทดลองเกี่ยวกับเทคนิคในการระเบิดทำลายสิ่งกีดขวางโลหะ และคอนกรีต
ในลักษณะเดียวกับที่ฝ่ายญี่ปุ่นและฝ่ายเยอรมันใช้เป็นสิ่งกีดขวางหน้าหาด
การทดลองดังกล่าวได้ดำเนินไปพร้อมกับการฝึก
หลักสูตรนักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจมที่ Ft.Pierce
ถึงแม้ว่าโปรแกรมดังกล่าวจะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
แต่ก็มีพื้นที่การฝึกอยู่ใน บริเวณใกล้เคียงกัน กองทัพเรือสหรัฐ ฯ
จึงได้ทำความตกลงกับกองทัพบกสหรัฐ ฯ ว่านั่นเป็นงานของกองทัพเรือ
หลังจากนั้นเป็นต้นมาการทำลายสิ่งกีดขวางหน้าหาดก็ได้ถูกจัดให้เป็นภารกิจ
กองทัพเรือ
โปรแกรมการฝึกหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำของสหรัฐ ฯ
ได้รับการปรับปรุงและผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1943
ต่อมาได้มีการจัดตั้งเป็นหน่วยทำลายใต้น้ำ( Naval Demolition
Unit)ซึ่งนอกจากจะมีภารกิจในการลาด ตระเวนสำรวจหาดแล้ว
ยังมีภารกิจในการทำลายสิ่งกีดขวางหน้าหาดที่คาดว่าฝ่ายเยอรมันจะวางไว้เพื่อ
เปิดเส้นทางในการยก พลขึ้นบก
ในสมัยนั้นนักทำลายใต้น้ำแบ่งออก
เป็น 2 ทีมด้วยกัน ทีมที่ 1 รับผิดชอบภารกิจในทวีปยุโรป มีกำลังพล 13 นาย
ทีมที่ 2 รับผิดชอบภารกิจในภาคพื้นที่แปซิฟิก มีกำลังพล 96 นาย
หลัง
จากโศกนาฏกรรมที่ Tarawa เพียง 2 เดือน
หน่วยทำลายใต้น้ำก็ได้รับมอบภารกิจในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ.1944 ที่
Kwajalein โดยมีนักทำลายใต้น้ำเข้าร่วมปฏิบัติการ 2 หมวด หมวดที่ 1
ปฏิบัติการร่วมกับกองทัพบกสหรัฐ ฯ และหมวดที่ 2
ปฏิบัติการร่วมกับนาวิกโยธินสหรัฐ ฯ
ทั้งสองหมวดได้ดำเนินการลาดตระเวนสำรวจหาดในเวลากลางคืนและยืน
ยันความเหมาะสมในการที่จะเข้าโจมตีด้วยเรือ นอกจากนี้หมวดทำลายใต้น้ำที่ 1
ยังได้รับมอบภารกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
โดยการลาดตระเวนหาข่าวในเวลากลางวันเกี่ยวกับที่ตั้งฐานยิงปืนของข้าศึก
และสิ่งกีดขวางใต้น้ำที่เป็นอันตราย
หลังจากนั้นอีก 3 สัปดาห์
ได้ดำเนินการเช่นเดียวกันนั้นที่เกาะเล็ก ๆ เกาะหนี่ง ที่ Eniwetok
ต่อมาในเดือนมิถุนายน ได้ดำเนินการที่ Saipan จากนั้นดำเนินการต่อไปที่
Guam และ Peleliu ในที่สุดกระแสของสงครามได้ผลักดันให้สหรัฐ ฯ
รบกับญี่ปุ่น
หน่วยทำลายใต้น้ำยังคงเป็นหน่วยงานแรกที่ต้องเข้าไปยังหาดของข้าศึกเพื่อให้
หน่วยงานอื่น ๆ สามารถดำเนินกลยุทธต่อไปได้
หน่วยทำลายใต้น้ำของ
สหรัฐในสมัยนั้น มีการจัดหน่วยในลักษณะเช่นเดียวกับการจัดหน่วยทหารราบ
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1944 นักทำลายใต้น้ำสหรัฐ ฯ
ได้ปฏิบัติการยุทธกับฝ่ายเยอรมันที่หาดนอร์มังดีซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง
ใต้น้ำ ทั้งที่เป็นเหล็กและคอนกรีต โดยได้จัดกำลังเป็นชุดโจมตีจำนวน 175
นาย ปฏิบัติการร่วมกับทหารช่างกองทัพบกสหรัฐ ฯ
เริ่มออกจากเรือพี่เลี้ยงเวลา 0633 ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็น
คลื่นหัวแตกและสภาวะทะเลที่เลวร้าย
พวกเขาใช้ดินระเบิดแพ็ค (
Satchel Charges ) ฝักแคระเบิดและฝักแคเวลา
วางที่สิ่งกีดขวางใต้น้ำภายใต้การ ยิงต้านทานอย่างหนักจากปืนกล
เครื่องยิงลูกระเบิดน้ำลึก (Mortars) ปืนเล็กยาวและปืนใหญ่
ใช้เวลาปฏิบัติการ 5 ชั่วโมง
ประมาณเที่ยงจึงสามารถเปิดช่องทางเข้าโจมตีได้ 5
ช่องทางซึ่งทางฝ่ายเยอรมันได้จัดทำไว้สำหรับต่อต้านรถถัง
รถสายพานและรถลาดตระเวนรวมทั้งยานพาหนะต่าง ๆ ทั้งหมด
ในวันนั้นนักทำลายใต้น้ำมากกว่าครึ่งได้เสียชีวิต บาดเจ็บและ สูญหาย
แต่กองกำลังโจมตีสามารถยกพลขึ้นบกที่ฝรั่งเศสได้ 1 กองพลในวันต่อมา
การสูญเสียดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับ
ผลสำเร็จของการปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่นั้น ในทางทหารถือว่าน้อยมาก
แนว
ความคิดในการปฏิบัติการลาดตระเวน
มีหลากหลายหนทางด้วยกันโดยอาจจะกำหนดเป็นวงแคบและใช้ปฏิบัติการ ทางลับ
หรืออาจจะกำหนดเป็นวงกว้างและใช้เวลายาวนานในการศึกษาภูมิประเทศพื้นที่เป้า
หมายและหน่วยกำลังรบของข้า ศึก การลาดตระเวนสามารถกระทำได้ทั้งในน้ำ
หน้าหาดหรือปฏิบัติการลึกเข้าไปในภูมิประเทศ นอกจากนั้นยังมีแนวทาง
ปฏิบัติอีกมากที่แตกต่างจากที่กล่าวแล้ว
และแตกต่างจากการลาดตระเวนสำรวจหาด
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการลาด
ตระเวนอย่างไรก็ตามนักทำลายใต้น้ำจู่โจมยังคงต้องมีการฝึกอย่างหนัก
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
การปฏิบัตินั้นจะเริ่มต้นโดยผู้
บัญชาการกองกองกำลังเฉพาะกิจยกพลขึ้นบกจะนำกองกำลัง
โจมตีมายังหาดเมื่อมีความ เป็นไปได้ในการ เริ่มเปิดฉากการโจมตี
ผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจยกพลขึ้นบกจะสั่งการโดยตรงให้ฝ่ายอำนวย
การของเขา
ซึ่งจะประกอบด้วยนายทหารการข่าวและนายทหารยุทธการเพื่อเริ่มต้นกระบวนการวาง
แผนผู้บัญชาการกองกำลัง เฉพาะกิจยกพลขึ้นบกนั้น
จะเลือกหาดใดหาดหนึ่งหรืออาจจะหลายหาดมาทำข้อพิจารณา
นายทหารการข่าว
และนายทหารยุทธการนั้นจะจัดทำข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ในขณะเดียวกันก็จะมอบกิจให้ชุดปฏิบัติการพิเศษดำเนินการลาดตระเวนสำรวจหาด
และนำแผนที่สำรวจมาใช้ในการวางแผน ชุดปฏิบัติการพิเศษที่ปฏิบัติภารกิจนี้
ปกติจะเป็นชุดพร้อมประจำกองกำลังยกพลขึ้นบก
หรือชุดปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Ready Group:ARG)
ซึ่งชุดปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกนี้ อาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นเคยดีนัก
เนื่องจากอาจจะยังใหม่อยู่
แต่ต่อไปจะเป็นที่รู้จักดียิ่งขึ้นเนื่องจากในปัจจุบันนี้
ได้มีการมอบกิจให้อย่างต่อเนื่อง
ผู้บังคับชุดปฏิบัติการพิเศษนั้นจะ
ได้รับภารกิจ
ซึ่งจะครอบคลุมในรายละเอียดเกี่ยวกับความต้องการในการสนับสนุนการ
ปฏิบัติของ ชุดปฏิบัติการพิเศษ
แต่จะไม่บอกว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้ภากิจนั้นประสบผลสำเร็จซึ่งเป็น
เรื่องที่จะต้อง นำมาวางแผนการปฏิบัติต่อไป
ชุดปฏิบัติการพิเศษจะ
ดำเนินการระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหา
แล้วนำเสนอหนทางปฏิบัติให้แก่ฝ่ายยุทธการและฝ่ายการ ข่าว
ทั้งนี้อาจจะมีหนทางปฏิบัติหลายหนทาง
หรือหนทางเดียวเท่านั้นก็อาจจะเป็นไปได้พร้อมทั้งเสนอความต้องการ ปัจจัย
สนับสนุน
ในที่สุดแผนการปฏิบัติดังกล่าวจะได้รับการนำเสนอให้ผู้บัญชาการกองกำลัง
เฉพาะกิจยกพลขึ้นบกเป็นผู้ พิจารณาอนุมัติ ซึ่งถ้าไม่อนุมัติ
ก็จะต้องกลับมาเริ่มต้นกระบวนการวางแผนกันใหม่
หลังจากผู้บัญชาการ
กองกำลังเฉพาะกิจยกพลขึ้นบกอนุมัติแผนการปฏิบัติแล้วภารกิจดังกล่าวก็จะถูก
จัดไว้ในตารางการ ปฏิบัติโดยจะบรรจุอยู่ในขั้นการปฏิบัติ
และชุดปฏิบัติการพิเศษจะถูกส่งออกไปปฏิบัติการตามตารางเวลาที่ได้กำหนดไว้
การแทรกซึมเข้านั้นตามปกติอาจจะกระทำได้โดยใช้เรือยางทางยุทธวิธี
หรือเรือตรวจการณ์ สำหรับเรือตรวจการณ์นั้นจะนำ
นักทำลายใต้น้ำจู่โจมไปปล่อยและรับกลับที่ระยะประมาณ 600 -1,000
เมตรจากฝั่งการลาดตระเวนในลักษณะนี้ตามปกติจะ ดำเนิน การในน้ำ
ดังนั้นชุดปฏิบัติการพิเศษจะต้องว่ายน้ำในเวลากลางคืนโดยกระจายกันว่ายน้ำ
เข้าในรูปแถว การหยั่งความ ลึกน้ำกระทำได้โดยใช้ดิ่งน้ำตื้น
แล้วจดบันทึกความลึกลงบนแผ่นสเลตพลาสติก
ชุดสำรวจหาดนั้นอาจจะว่ายเข้าจนถึงหาด
พร้อมกับบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับแนวปะการัง หินใต้น้ำและสิ่งกีดขวางใต้น้ำ
นอกจากนั้นพ้นจากแนวน้ำขึ้นสูงสุดไปชุดสำรวจ
หาดจะต้องพิสูจน์ทราบเกี่ยวกับการป้องกันของข้าศึก เช่น
ตำแหน่งของบังเกอร์ แท่นปืนใหญ่ และรังปืนกล รวมทั้งสิ่งกีด ขวาง ถนน
และสภาพภูมิประเทศที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อกำลังโจมตีในการขึ้นหาดและเข้าโจม
ตีที่หมาย
ก่อนปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Deaert Stom)
เมื่อปี ค.ศ.1991 ชุดปฏิบัติการพิเศษได้ดำเนินการลาด
ตระเวนสำรวจหาดก่อนการยกพลขึ้นบก
เพื่อเลือกหาดที่เหมาะสมหลายหาดด้วยกันแต่ทั้งหมดก็ถูกต้านทานอย่างหนักจาก
ฝ่ายอิรัก ทำให้กองกำลังโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกตกอยู่ในอันตราย
จากผลการลาดตระเวนสำรวจหาดเหล่านั้น ทำให้ผู้บัญชา
การกองกำลังเฉพาะกิจยกพลขึ้นบกทราบข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์จึงได้
เลือกหนทางปฏิบัติในการยกพลขึ้นบกยัง
หาดที่ฝ่ายอิรักคาดการณ์ไว้เพื่อตรึงกำลังต้านทานเหล่านั้นไว้ที่ชายฝั่ง
ในขณะที่กำลังโจมตีจริงเข้าโจมตีหลังแนวต้านทา นั้น
ชุดปฏิบัติการ
พิเศษนั้นสามารถให้การสนับสนุนภารกิจของรัฐบาล
โดยเป็นเครื่องมือในการใช้อาวุธพิเศษปราบปรามผู้
ู้ก่อการร้ายผู้ก่อการร้ายอาจจะดำเนินการใดๆที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อ
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทะเล หลวง
ในคริสต์ทศวรรษ
ที่ 1980 (ระหว่าง ค.ศ.1980 - 1989) ประเทศสหรัฐ ฯ ยังไม่มีหน่วยงานใด ๆ
ในการแก้ไข ปัญหาการก่อการร้ายนอกจากอำนาจการยิงอย่างหนักหน่วงเท่านั้น
และอำนาจการยิงดังกล่าวนั้นก็ทำให้ตัวประกันถูกฆ่าตาย
ไปพร้อมกับผู้ก่อการร้ายด้วย จนกระทั่ง Dick Marcinko
ได้ก่อตั้งกองรบพิเศษที่ 6 ( SEAL Team 6 ) ขึ้นม ทั้ง SEAL Team 6 โดย
Dick Marcinko และหน่วย Delta Force
ซึ่งได้พัฒนาขีดความสามารถขึ้นมาในเวลาเดียวกัน โดยพันเอก Charlie
A.Beckwith
นั้นต่างก็ได้เรียนรู้เทคนิควิธีการในการต่อต้านการก่อการร้ายโดยใช้ความ
เงียบ และความแม่นยำสูงจาก หน่วย Special Air Service (SAS) ของอังกฤษ
ทั้ง SEAL Team Six และ Delta Force ต่างก็เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ
ในการต่อต้านการก่อการร้ายได้อย่างรวดเร็วซึ่งได้แก่การโจมตีผู้ก่อการร้าย
ในอาคาร การช่วยเหลือตัวประกันจากผู้ก่อการ ร้าย โดยทิ้งรอยกระสุนขนาด 9
มม.ไว้ที่ร่างอันไร้วิญญาณของผู้ก่อการร้าย
การโจมตีในความมืดพร้อมด้วยเสียงและความ สับสนโดยใช้ระเบิดรุก
การใช้ปืนเก็บเสียงทั้งปืนเล็กกลและปืนพก
รวมทั้งการโจมตีผู้ก่อการร้ายในเรือ เครื่องบิน ฐานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ
อาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษทุกคน
จะต้องปรับตัวในด้านการปก ปิดและการอำพราง
รวมทั้งมีความรวดเร็วในการเคลื่อนที่
เมื่อคิดถึงปัญหาในการเคลื่อน
ที่ ทำอย่างไรจึงจะส่งชุดปฏิบัติการพิเศษขึ้นไปบนเรือได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือใน มหาสมุทร
เครื่องบินที่จอดอยู่บนทางวิ่งซึ่งมีตัวประกันอยู่และผู้ก่อการร้ายพร้อม
ด้วยอาวุธร้ายแรงจำนวนมาก ฐานขุดเจาะ ก๊าซธรรมชาติ
อาคารที่เต็มไปด้วยคนร้ายหรือคนวิกลจริตที่มีอาวุธและวัตถุระเบิดเป็นจำนวน
มาก
ทั้งหมดที่กล่าวแล้วนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทายเป็นอย่าง
ยิ่ง และทั้งหมดนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เป็นที่
ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมานั้น
มีผู้ก่อการร้ายเป็นจำนวนมากที่ถูกฆ่าตาย แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเป็นผล
งานของหน่วย SAS, Desta Force, Spetsnaz และ
หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายอื่น ๆ ซึ่งประสบผลสำเร็จทุกครั้งที่เข้าดำ
เนินการ ไม่มีผู้ก่อการร้ายคนใดที่จะหนีรอดไปจากชุดปฏิบัติการพิเศษได้
ไม่ว่าจะอยู่ในทะเล หรือในเรือเหล็กขนาดใหญ่ก็ ตาม
ยุทธวิธีการปราบปรามการก่อการร้ายในทะเลนั้น
สามารถกล่าวได้โดยสังเขปได้ว่าการขึ้นเรือทางลับนั้น ไม่ใช่เรื่อง
ง่ายดายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเรือเดินและในเวลาที่ทัศนวิสัยจำกัด
ยุทโธปกรณ์ที่ใช้นั้นบางรายการอาจจะใช้ ้เพียงเทคโนโลยีพื้นฐาน
สามารถจัดหาได้ง่ายและบางรายการก็เป็นยุทโธปกรณ์พิเศษ
ที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่เหมาะสม
ซี่งโดยทั่วไปเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษเหล่านี้จะแต่งกายด้วยชุดสีดำ
ใช้ปืนเล็กกล 9 มม. เป็นอาวุธหลัก พร้อมที่จะ
ปฏิบัติการได้ทุกเมื่อและทุกหนแห่ง
ในการปฏิบัติทุกครั้งจะเป็นไปด้วยความเงียบเชียบ
เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษจะ พิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อการร้าย
แล้วดำเนินการลดระดับของภัยคุกคามลงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
วิธีที่ใช้เป็นมาตรฐานคือการ
ส่งกระสุนเข้าไปในสมองของผู้ก่อการร้ายซึ่งวิธีการนี้มักจะได้ผลเป็นที่น่า
พอใจ และในนาทีนั้นถ้าผู้ก่อการร้ายคิดจะยอม จำนนก็สายเกินไปแล้ว
บท
เรียนดังกล่าวนั้นสลัดอากาศก็จะได้รับเช่นเดียวกัน
เมื่อชุดปฏิบัติการพิเศษจะเคลื่อนกำลังไปยังเครื่องบินที่ถูก
ปล้นยึดโดยไม่ให้ถูกตรวจพบ
จากนั้นจึงขึ้นเครื่องพิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อการร้ายและตัวประกันแล้ว
จึงสังหารผู้ก่อการร้าย บางครั้งเครื่องบินอาจจะได้รับความเสียหายบ้าง
แต่ตัวประกันจำนวนมากจะได้รับการช่วยเหลือจากเงื้อมมือผู้ก่อการร้าย
สลัดอากาศอากาศที่รอดชีวิตไปได้นั้นมีน้อยมาก
บทเรียนดังกล่าวนั้น
สามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ยุทธ์
รวมทั้งในสถานการณ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างสงครามตาม แบบและสงครามนอกแบบ
ซึ่งในที่นี้จะเน้นไปในทางสงครามนอกแบบ ในระหว่างปฏิบัติการ Emest Will
(ภารกิจคุ้มครอง เรือลำเลียงรถถังในระหว่างสงครามอิรัก – อิหร่าน)
ฝ่ายอิหร่านได้ดำเนินการวางทุ่นระเบิดในอ่าวเปอร์เซีย และมีพฤติกรรม
เป็นภัยคุกคามต่อเรือสินค้าและเรือรบชาติต่าง ๆ รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย
ใน
วันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1987 เครื่องบินลาดตระเวน P-3 “Orion” ของสหรัฐ ฯ
ได้ตรวจพบเรือระบายพลชื่อ“Iran Ajr” กำลังวางทุ่นระเบิด
คืนต่อมาเฮลิคอปเตอร์แบบ AH-6 (Sea Bats) ซึ่งมีขนาดเล็กสีดำ
และมีคุณลักษณะพิเศษในด้าน
ความเงียบจากหน่วยบินปฏิบัติการพิเศษต่อต้านการก่อการร้ายของกองทัพบกสหรัฐ
ฯ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Task Force 160 ( Night Stalkers ) ได้ตรวจพบเรือ
และตรวจการณ์
ด้วยกล้องตรวจการณ์ในเวลากลางคืนและอุปกรณ์ตรวจการณ์ในเวลากลาง
คืนด้วยอินฟราเรด รวมทั้งดักฟังการรายงานวิทยุไปยังเรือธงในเวลา 0023
พลเรือเอก Harold Bernsen ผู้บัญชาการกอง
กำลังเฉพาะกิจได้อนุมัติร่างแผนการโจมตีผ่านทางวิทยุเข้ารหัส KY-57
ซึ่งสามารถส่งคำสั่งต่อไปยังเฮลิคอปเตอร์ “Little Bird”
เพื่อปฏิบัติการต่อไป
เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำได้โจมตีเรือ Iran Ajr
จากระยะ 200 – 300 หลา โดยใช้จรวด Hydra 70 หัวรบพิเศษ
ซึ่งปกติจะเป็นหัวระเบิด แต่สำหรับหัวรบพิเศษ “Fleshettes”
ที่ใช้นี้จะบรรจุด้วยโลหะ ที่มีลักษณะคล้ายตะปู ซึ่งจะทำให้หัว
รบนั้นมีลักษณะเหมือนลูกธนูขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก
ส่งผลให้ลูกเรือของอิหร่านที่อยู่บนดาดฟ้าเรือทั้งหมดเสียชีวิตและได้รับ
บาดเจ็บ
จากนั้นเฮลิคอปเตอร์ได้เปิดฉากการยิงด้วยปืนกลขนาด 7.62
มม. ส่งให้ปฏิบัติการวางทุ่นระเบิดต้องล้มเลิกไปโดย
ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับเรือและทรัพย์สินอื่นใด
ผู้ที่ยังรอดอยู่จึงตกอยู่ในฐานะลำบาก และได้พยายามวางทุ่นระเบิดต่อ ไปอีก
เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำจึงเปิดฉากการยิงอีกครั้งไปยังเรือ
ทำให้ลูกเรืออีกส่วนหนึ่งเสียชีวิต
ชุดปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก
(ARG SEAL) ที่อยู่บนเรือ USS Guadalcanal ได้ขึ้นไปบนเรือของอิหร่านเพื่อ
ดำเนินการตรวจค้นโดยมีหมวดเรือปฏิบัติการพิเศษให้การสนับสนุนการปฏิบัติ
ผลการตรวจค้นยังมีลูกเรือของอิหร่านรอดชีวิต อีกกว่า 20 นาย
บางรายได้รับบาดเจ็บและที่เหลือพยายามหลบหนีการจับกุม
ซึ่งก็ไม่รอดพ้นไปจากหมวดเรือปฏิบัติการพ ิเศษ
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งของสงครามพิเศษทางเรือ
หลังจากนั้นมาก็ไม่พบทุ่นระเบิดในอ่าว เปอร์เซียอีก
การปฏิบัติทุก
ครั้งมิได้เรียบร้อยเสมอไป
การโจมตีฐานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่ฝ่ายอิหร่านใช้เป็นฐานยิงประเทศ
เพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียโดยเฮลิคอปเตอร์ของ กองทัพบกสหรัฐ ฯ
ซึ่งได้ระดมยิงอย่างหนักนั้น อมภัณฑ์ที่ใช้ส่วนหนึ่งมีระ
เบิดแรงสูงรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ฐานขุดเจาะก๊าซธรรมชาตินั้น
ก่อนที่ชุดปฏิบัติการพิเศษจะเข้าปฏิบัติภารกิจ
ถ้าชุดปฏิบัติการ
พิเศษมีโอกาสเข้าปฏิบัติการอีกครั้ง
ก็จะเลือกใช้วิธีการเข้าโดยการส่งลงด้วยเชือกเร่งด่วน (Fast Rope)
จากเฮลิคอปเตอร์ลงบนฐานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ
แล้วรวมกำลังเข้ากวาดล้างอย่างรวดเร็วและรอบคอบ ซึ่งการ
ปฏิบัติดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายตั้งรับไม่สามารถตอบโต้ได้ทัน
โดยจะชะงักงันเนื่องจากการปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันของชุด ปฏิบัติการ ฃ
พิเศษ รวมทั้งเสียงและอำนาจการยิง การจัดกำลังตอบโต้นั้น
จะกระทำได้ยากเนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น
อย่ารวดเร็วเกินกว่าที่จะตอบโต้ได้ทันที
แต่ถ้ามีการตอบโต้ก็จะไม่มีการจับเป็น
การสะท้อนแสงและความไม่
สมบูรณ์อื่น ๆ ของยุทโธปกรณ์นั้น ทำให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ ฯ
ได้มีการ พัฒนาเกี่ยวกับอาวุธ ยุทธวิธี
หลักปฏิบัติและนำประสบการณ์ที่ได้รับมาพิจารณาเปรียบเทียบกับบทเรียนของ
อังกฤษและ อิสราเอล
เพื่อกำหนดเป็นยุทธศิลป์ในการปราบปรามการก่อการร้ายและการปฏิบัติการพิเศษ
ที่มาครับ http://sealp2a.blogspot.com/
edit @ 22 Apr 2009 00:30:14 by Zoom